
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ความรู้สึกอ้างว้างปนหม่นเศร้าแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่ที่แน่ใจคือมันมักจะเกิดเป็นพักๆ และอยู่ดีๆมันก็เกิดขึ้นมา...ส่วนหนึ่งเมื่อเหม่อมองท้องฟ้าในวันสองวันที่ผ่านมา ผมกลับสำรวจตัวเองพบว่า อาจเกิดอาการหม่นเศร้า เหงาจิตแบบนี้ทุกครั้งที่"ฝนตก" จริงหรือ
เมฆหนาพาให้ความสดใสของวันหมองลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ มันบดบังเอาแสงแห่งความหวัง แสงแห่งความสดใส แสงแห่งความเบิกบานสดชื่นให้ลดทอนลง เหลือเพียงความมืดครึ้ม ทุกอย่างดูพร่ามัวราวกับต้องมนต์แห่งสีเทาที่ดูแปลกตา ไม่ดีเอาเสียเลย และแล้วความเหงาและเศร้าหม่นก็ครอบงำ
บางคราวผมเองนั่งมองเมฆครึ้มลอยต่ำๆไร้การเคลื่อนที่ เปล่าเลยอันที่จริงมันเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ เหมือนกิจวัตรที่ใครหลายคนเป็นยามที่ฝนเริ่มตั้งเค้า เมฆที่ดูแน่นหนาจนเราเองคิดไปว่ามันหยุดนิ่ง พาลทำให้เรามีเวลานึกคิดถึงสิ่งรอบตัว นึกคิดถึงความเป็นไปหรือความหยุดเคลื่อนไหวของเราไปชั่วขณะหนึ่ง แม้ช่วงเวลาสั้นๆมันกลับทำให้เราอ่อนแอได้ขนาดนั้น ก้อนเมฆเหล่านั้นมีอำนาจได้เพียงนั้นจริงหรือ
ผมเองเริ่มไม่แน่ใจในตัวเอง เมื่อรู้ตัวอีกที ฝนก็ปรอยตกลงมา กระทบม่านตาให้สิ่งต่างๆรอบตัวดูพร่าเลือนมากเข้าไปอีก แต่กลับกัน ยามเมื่อน้ำกลั่นตัวพร้อมร่วงหล่นสู้พื้น ความรู้สึกเศร้าหม่นกลับค่อยๆเลือนหาย คล้ายว่ามันถูกชะล้างด้วยน้ำฝนเหล่านั้น นานทีเดียวที่กว่าจะรู้ตัวว่าเราได้ลบเลือนเอาความเศร้าหม่นออกไปยามฝนปรอยนั้นรู้สึกอย่างไร ผมเฝ้าดูเม็ดฝนตกกระทบหลังคา กันสาดหรือแม้แต่พื้นดิน เสียงฝนตกดังก้องไปพร้อมกัยเสียงพร่ำบ่นของผู้คนที่ไม่ชอบสายฝนเพราะความเปียกแฉะเลอะเทอะ ผมลืมความเศร้าหม่นแล้วจริงๆหรือ...
ไม่นาน เมื่อส่วนของเมฆที่กลั่นตัวจากเบื้องบน ตกลงมาจนหมดสิ้น ทิ้งไว้เพียงความชุ่มชื่นและเริ่มเข้าสู่ฟ้าอันสดใส ไม่นานใจของผมก็เริ่มต้อนรับแสงสว่างที่ฉายออกมาเพื่อนำทุกอย่างสู่ความเป็นไป ความเป็นไปที่เกิดขึ้นเสมอๆ ผู้คนเดินขวักไขว่ เสียงหัวเราะเฮฮา รอยยิ้มและความรื่นเริง จะมีซักกี่คนที่เคยถูกส่วนของเมฆบดบังความสดใส กลายเป็นคนหม่นเศร้า
แต่จนกระทั่งตอนนี้ ผมเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเพราะส่วนใดของเมฆกันแน่ ที่นำความเหงาพัดเข้ามาสู่จิตใจ หรืออาจเป็นเพราะส่วนของใจที่ไม่พร้อมเปิดรับความสดใสในยามฟ้าหม่นเช่นนี้
